รีวิวหุ้น Ford ยักษ์ใหญ่ยานยนต์ที่เตรียมเข้าสมรภูมิ EV

HomeStock

รีวิวหุ้น Ford ยักษ์ใหญ่ยานยนต์ที่เตรียมเข้าสมรภูมิ EV

Last Updated on 08/03/2023

“ดุดัน ไม่เกรงใจใคร Ford Ranger Raptor” กระตุ้นกระแสแบรนด์รถกระบะสัญชาติสหรัฐฯ อย่าง Ford กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง

แต่รู้หรือไม่ว่า Ford Motor ไม่ได้มีแต่รถกระบะอย่างเดียว ยังมีรถยนต์หลายรุ่นที่น่าสนใจ

คำถามคือ แล้ว Ford Motor ยักษ์ใหญ่วงการยานยนต์มีอะไรน่าสนใจ?

การเปิดตัวรถ EV ทั้ง Ford Mustang Mach-E และ Ford F-150 Lightning จะปังหรือจะกลายเป็นยักษ์หลับในยุคที่ใครๆ ก็หันไปซื้อรถยนต์ EV หรือไม่?

ธุรกิจของ Ford

ไอเดียการสร้างรถยนต์สันดาปภายในวางอยู่บนโต๊ะในห้องครัว Henry Ford ในปี 1888 และก่อตั้งบริษัทในไม่กี่ปีถัดมา

และแล้วปี 1908 รถยนต์ Model T คันแรกก็ออกจากโรงงานใน Michigan ด้วยความต้องการให้รถยนต์ไม่ใช่สิ่งอำนวยความสะดวกของคนรวยอีกต่อไป แต่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมกับนวัตกรรมชิ้นนี้

ปัจจุบัน Ford Motor เป็นเจ้าของ 2 แบรนด์ ประกอบด้วย Ford และ Lincoln

โดยแบรนด์ Ford จะทำเน้นตลาดรถยนต์ทั่วไป มีหลายรุ่น เช่น รถกระบะ Ford F-150, รถ SUV Ford Bronco, รถเก๋ง Ford Mustang

ส่วน Lincoln จะทำตลาดรถยนต์หรู เช่น รถยนต์ 5 ประตู รุ่น Nautilus, รถยนต์ 8 ประตู รุ่น Navigator

Ford Mustang

ท่ามกลางกระแสรถยนต์ EV Ford ได้ก้าวสู่สมรภูมินี้เช่นกัน ปล่อยรถยนต์ EV ออกมาบ้าง

มีทั้งรุ่น F-150, Maverick ที่เป็นรถกระบะ Hybrid ล่าสุดเปิดตัว Ford Mustang Mach-E รถ SUV แบบ EV เต็มรูปแบบ

และกำลังเตรียมเปิดตัว Ford F-150 Lightning รถกระบะ EV เต็มรูปแบบ

ปี 2022 มีรายได้ที่มาจากขายรถ 149,000 ล้านดอลลาร์

รายได้หลักมาจากอเมริกาเหนือถึง 108,700 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 73%

รองมาเป็นยุโรป 25,600 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 17.1%

ที่น่าสนใจคือรายได้จากอเมริกาใต้อยู่ที่ 3,100 ล้านดอลลาร์

มากกว่าจากจีนที่ 1,800 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.2% เท่านั้น

ส่วนประเทศที่เหลือทั่วโลกรวมกันก็ยังมีรายได้ถึง 9,800 ล้านดอลลาร์

การเติบโตของ Ford

ปี 2022 Ford Motor อยู่ในอันดับที่ 5 ของบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ทั่วโลก

ยอดขายรถยนต์ในสหรัฐฯ ทั้งปีลดลง 2.2% อยู่ที่ 1,850,925 คัน จากสาเหตุขาดแคลนชิป

ซึ่งจริงๆ แล้วก็ได้รับผลกระทบกันทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์

ส่วนทั่วโลกส่งมอบรถไปทั้งสิ้น 4,231,000 คัน ต่ำกว่าคาดการณ์ประมาณ 2%

รายได้ทั้งปี 2022 อยู่ที่ 158,057 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 15.9% และดีกว่าคาดการณ์ 1.61%

ด้านยอดขายรถยนต์ EV อยู่ที่ 61,575 คัน เพิ่มขึ้นถึง 126%

ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทที่มียอดขาย EV เป็นอันดับ 2 ในสหรัฐฯ เป็นรองเพียง Tesla

ด้วยความที่บริษัทเกิดขึ้นมาแสนนานทำให้เข้าระยะอิ่มตัว (Maturity Stage)

ย้อนกลับไป 10 ปีที่ผ่านมา รายได้เพิ่มจาก 133,559 ล้านดอลลาร์ มาที่ 158,057 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 1.698% ต่อปี เท่านั้น ซึ่งก็เป็นปกติสำหรับบริษัทที่อยู่ในระยะอิ่มตัว

แต่การเปลี่ยนแปลงสู่ยุครถยนต์ EV อาจเป็นจุดเริ่มต้นการเติบโตอีกรอบ

ปัจจุบันยอดขาย EV คิดเป็น 3.3% ของรายได้ Ford ในปี 2022

ด้านจำนวนรถ EV ที่ผลิตได้ก็ยังห่างจาก Tesla หลายเท่าตัว มองอีกมุมแสดงว่ามีโอกาสให้ก้าวขึ้นไปแย่งส่วนแบ่งตลาดได้อีก

เวปไซต์ Insideevs เผยมุมมองจากนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมยานยนต์อาวุโสจาก Bank of America ว่า Ford และ General Motors จะมีส่วนแบ่งตลาด EV บริษัทละประมาณ 15% เพิ่มขึ้นราว 10% จากปัจจุบัน

ปัจจัยหลักเกิดจาก Tesla แทบไม่มีรถรุ่นใหม่ที่มีฟังก์ชั่นก้าวกระโดดเหนือคู่แข่ง เช่น Cybertruck ที่ล่าช้า, แผนการสำหรับรถ EV เจเนอเรชั่นใหม่ก็ยังไม่เดินหน้า

ปีที่แล้ว Ford ประกาศแผนลงทุน 50,000 ล้านดอลลาร์ โดยตั้งเป้าผลิตรถยนต์ EV ให้ได้ 2 ล้านคัน ภายในปี 2026

ส่วนระยะสั้นก็มีแผนใช้เงิน 3,700 ล้านดอลลาร์ พัฒนาโรงงานเพิ่มกำลังผลิตรถกระบะ EV และรถยนต์ EV ที่มีแผนจะเปิดตัวในปี 2025

ล่าสุดประกาศสร้างโรงงานแบตเตอรี่ใน Michigan ด้วยเงินลงทุน 3,500 ล้านดอลลาร์

ความน่าสนใจของ Ford คือ การเปิดตัว Mustang Mach-E รถ SUV ไฟฟ้าเต็มรูปแบบในปี 2023

เป็นการตีตลาด SUV ด้วยราคาประมาณ 46,000-64,000 ดอลลาร์ ซึ่ง

ส่วนอีกรุ่นเป็นรถกระบะไฟฟ้า 100% Ford F-150 Lightning เปิดหน้าสู้กับ Cybertruck

ราคา F-150 Lightning รุ่นเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 56,000 ดอลลาร์ ส่วนรุ่นตัวท๊อปประมาณ 97,000 ดอลลาร์

ด้าน Cybertruck ถูกคาดว่าจะมีราคาประมาณ 60,000-70,000 ดอลลาร์

ซึ่งจุดนี้ Ford มีความเชี่ยวชาญรถกระบะมากกว่าแน่นอน แถมชิงเปิดตัวก่อนในขณะที่การผลิต Cybertruck ยังล่าช้า

ตั้งแต่ ม.ค. 2023 สหรัฐฯ มีนโยบายลดภาษีรถ EV ที่ซื้อใหม่ สูงสุดถึง 7,500 ดอลลาร์

แต่รถ EV ที่จะได้สิทธิ์นี้ต้องมีราคาไม่เกิน 50,000 ดอลลาร์ Ford จะมี Mustang Mach-E รุ่นเริ่มต้นที่มีราคา 45,995 ดอลลาร์ ที่ได้สิทธิ์นี้ น่าสนใจมากตรงที่สหรัฐฯ เป็นตลาดหลักของ Ford จึงน่าจะได้รับผลดีจากปัจจัยนี้ชัดๆ

งบการเงินและสถานการณ์ล่าสุด

หุ้น Ford

ไตรมาส 4/2022 รายได้อยู่ที่ 44,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16.8% (YoY) ดีกว่าคาด 5%

กำไรสุทธิ 1,290 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าไตรมาส 4/2021 ถึง 11,000 ล้านดอลลาร์ แน่นอนว่าต้องต่ำกว่าคาดการณ์

โดย CEO เผยว่าเกิดจากปัญหาการดำเนินงาน

เมื่อรวมทั้งปี 2022 รายได้ทั้งอยู่ที่ 158,100 ล้านดอลลาร์ แต่ขาดทุนสุทธิ 1,980 ล้านดอลลาร์ พลิกจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 17,780 ล้านดอลลาร์

ผลประกอบการที่ขาดทุน CFO ได้เผยรายละเอียดว่าเป็นผลจากการดำเนินงานและบริหาร supply chain ที่ผิดพลาด กำลังผลิตต่ำกว่าคาดถึง 100,000 คัน เท่ากับกำไรสุทธิที่หายไป 1,000 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ยังมีรายการพิเศษขาดทุน 7,400 ล้านดอลลาร์ จากการ Mark-to-Market ที่เข้าไปถือหุ้น 9.5% ใน Rivian ผู้ผลิตรถยนต์ EV และ 2,800 ล้านดอลลาร์ จากการยุบแผนกขับเคลื่อนอัตโนมัติ Argo AI

รายได้อีก 1,000 ล้านดอลลาร์ ที่พลาดไปเมื่อปี 2022 เป็นปัญหาด้านต้นทุน

ปี 2023 จะเป็นปีแห่งการจัดการปัญหาด้านต้นทุน Ford คาดหวังว่าจะพลิกสถานการณ์กำไรหดด้วยการจัดการต้นทุนด้วยการเร่งกำลังการผลิตและราคาวัตถุดิบที่ลดลง

Ford ให้ประมาณการกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ปี 2023 ไว้ที่ 9,000-11,000 ล้านดอลลาร์ อยู่ในช่วงใกล้เคียงปี 2022 ที่ 10,415 ล้านดอลลาร์

ล่าสุด Ford ประกาศแผนลดพนักงาน 3,800 ตำแหน่ง ภูมิภาคยุโรปในอีก 3 ปีข้างหน้า เพื่อให้องค์กรมีความคล่องตัวมากขึ้นและหันโฟกัสไปยังรถ EV

จากปัญหาในปีก่อนและมุมมองที่ผู้บริหารให้มา ก็ดูแล้วยังไม่น่าจะเป็นปีที่ Ford กลับมาเก็บงานและพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการต้นทุน และต้องเตรียมตัวเข้าสู่สมรภูมิรถยนต์ EV ที่จะเข้มข้นขึ้นไปอีก

ความเสี่ยง

สมรภูมิรถ EV ที่เป็นโอกาสเติบโตก็กลายเป็นความเสี่ยงได้ เมื่อมีคู่แข่งเข้ามามากมาย ก็เข้าสู่ยุคตัดราคากันเอง

ปัจจุบันธุรกิจรถ EV ของ Ford ก็ยังไม่มีกำไร และต้องลดต้นทุน

Mustang March-E รถ EV ยอดฮิตของค่ายเพื่อสู้กับ Tesla ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่าจะลดต้นทุนได้มากน้อยแค่ไหน

และจะแย่งส่วนแบ่งตลาดจนทำกำไรได้หรือไม่ แต่ต้องอย่าลืมว่าสายป่านที่ยาวของ Ford ก็สร้างความได้เปรียบและเล่นกลยุทธ์ยืดเยื้อเพื่อชนะสมรภูมิรถ EV ได้เช่นกัน

เมื่อดูจากการเปิดตัว Mustang Mach-E และ F-150 Lightning ต้องยอมรับว่า Ford มีกลยุทธ์ที่ดีมาก ชิงบุกตีตลาดก่อน Tesla แถมเปิดสงครามราคาอีกด้วย

ขณะที่ Mustang Mach-E ยังได้แรงหนุนจากนโยบายลดภาษีรถ EV ของสหรัฐฯ จุดนี้ทำให้ Ford ดูมีภาษีในสมรภูมิ EV ขึ้นมาอีกมากมาย

ส่วนปี 2023 ต้องติดตามว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วส่งผลให้เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว ซึ่งทำให้การบริโภคลดลงแน่นอน จะกดดันผลประกอบการ Ford หรือไม่ ซึ่งพอจะเห็นทิศทางบ้างแล้วจากประมาณการ EBIT ที่แทบจะเท่าเดิม

Technical view เป็นยังไง?

Ford

ราคาหุ้นเคยไปแตะจุดสูงสุดเมื่อต้นปี 2022 ที่ 25.87 ดอลลาร์ ลงมารวดเดียวแตะจุดต่ำสุดตอนกลางปี 2022 ที่ 10.61 ดอลลาร์

ตอนนี้ฟื้นตัวขึ้นมาที่ 13.09 ดอลลาร์ เป็นการเคลื่อนไหวในกรอบ 11-14 ดอลลาร์

ซึ่งถ้าผ่านไปได้ยังมีอีกแนวต้านที่ 16.25 ดอลลาร์ ขอบอกเลยคงต้องวิ่งในกรอบสะสมกำลังไปก่อน

หรือถ้าจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้นในระยะสั้นทันทีคงต้องพึ่งพาปัจจัยหนุนชัดๆงามๆ มาแบบเน้นๆ เพียงอย่างเดียว

สรุป Ford Motor ยังน่าสนใจหรือไม่?

ภาพรวมยานยนต์ยุคเก่าคงไม่มีการเติบโตที่โดดเด่น ส่วนเศรษฐกิจปี 2023 ก็ดูท่าจะชะลอตัวกดดันยอดขาย

แต่โชคดีที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคยานยนต์ EV ซึ่งมีอัตรากำไรดีกว่ายานยนต์สันดาปภายใน

ช่องว่างในวงการนี้มีเหลือมากมายให้ทุกการเติบโต นี่อาจจึงเป็นทั้งโอกาสสู่การเติบโตอีกครั้ง และก็ความท้าทายที่ต้องต่อสู้กับคู่แข่งมากมายในวงการ

ดังนั้น Ford Motor ต้องคว้าโอกาสนี้ให้ได้โดยไม่มีทางเลือกอื่น

ซึ่งแอบมีหวังไม่น้อยเลยจากการเปิดตัว Mustang Mach-E และ F-150 Lightning ที่นับว่าเปิดหัวศักราชรถ EV สำหรับ Ford Motor ได้ไม่เลว